PERMA-H Model
Positive Psychology — จิตวิทยาเชิงบวก
Positive PsychologyPERMA-H Martin SeligmanWell-being FlowPsychological Safety
ท่ามกลางสมรภูมิธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความซับซ้อน และแรงกดดันรอบด้าน องค์กรส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างต้นทุน หรือการเร่งรัดตัวชี้วัดผลงาน (KPIs) จนอาจมองข้ามสินทรัพย์ที่มีค่าและเปราะบางที่สุด นั่นคือ พลังใจและสุขภาวะของคนทำงาน
สถิติจากหลากหลายสถาบันวิจัยด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทั่วโลกชี้ชัดว่า ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome) อัตราการลาออกเงียบ (Quiet Quitting) และความเครียดสะสม ได้กลายเป็นภัยเงียบที่กัดกร่อนประสิทธิภาพขององค์กรอย่างมหาศาล คำถามสำคัญสำหรับผู้นำและนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่ “จะทำอย่างไรให้พนักงานทำงานได้มากขึ้น” แต่คือ “จะสร้างระบบการทำงานอย่างไรให้พนักงานมีความสุขอย่างแท้จริง พร้อมกับสร้างผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศได้อย่างยั่งยืน”
คำตอบทางวิทยาศาสตร์ของคำถามนี้ไม่ได้อยู่ที่การจัดกิจกรรมสันทนาการชั่วคราว หรือการพร่ำบอกให้พนักงาน “คิดบวก” แบบผิวเผิน แต่อยู่ที่การทำความเข้าใจและนำหลักการของ จิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบ โดยมีหัวใจสำคัญคือ โมเดล PERMA-H
จากการซ่อมแซมจุดบกพร่อง สู่การสร้างความเจริญงอกงาม (Flourishing)
ในอดีต จิตวิทยากระแสหลักมักมุ่งเน้นไปที่โมเดลทางการแพทย์ (Disease Model) นั่นคือการศึกษาความผิดปกติ ความเครียด โรคซึมเศร้า หรือความขัดแย้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อบำบัดรักษาบุคคลจากที่ติดลบ (ความเจ็บป่วย) ให้กลับคืนสู่ระดับศูนย์ (ภาวะปกติ) แต่ในปี ค.ศ. 1998 ศาสตราจารย์ Martin E. P. Seligman อดีตประธานสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ได้ริเริ่มศาสตร์จิตวิทยาเชิงบวกขึ้น เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการถามว่า อะไรทำให้มนุษย์เจ็บป่วย มาเป็นการศึกษาอย่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า อะไรทำให้มนุษย์เจริญงอกงามและมีชีวิตที่ดีที่สุด (Human Flourishing)
Seligman ได้สรุปทฤษฎีความผาสุก (Well-Being Theory) ออกมาเป็นโมเดลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยุคใหม่ เรียกว่า PERMA Model ซึ่งเป็นเสาหลัก 5 มิติที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน และต่อมาได้มีการบูรณาการมิติด้านสุขภาพกายเข้าไปจนกลายเป็น PERMA-H
เจาะลึก 5+1 เสาหลักแห่งสุขภาวะ: กลไกและผลกระทบต่อองค์กร
P – Positive Emotion (อารมณ์เชิงบวก: เชื้อเพลิงแห่งการเปิดกว้างและสร้างสรรค์)
อารมณ์เชิงบวกไม่ได้หมายถึงการร่าเริงตลอดเวลาโดยไม่สนความเป็นจริง แต่คือประสบการณ์ทางอารมณ์ที่มีคุณภาพ เช่น ความหวัง ความเบิกบานใจ ความซาบซึ้งใจ และความพึงพอใจ
ตามทฤษฎี Broaden-and-Build Theory ของ ดร. Barbara Fredrickson อารมณ์เชิงลบมีหน้าที่ทางวิวัฒนาการในการบีบการรับรู้ให้แคบลงเพื่อเอาชีวิตรอด (สู้หรือหนี) ในทางกลับกัน อารมณ์เชิงบวกมีหน้าที่ ขยายขอบเขตการมองเห็น การคิดเชิงมโนทัศน์ และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งช่วย สร้างทรัพยากรทางปัญญาและสังคมในระยะยาว ในบริบทขององค์กร พนักงานที่สัมผัสกับอารมณ์เชิงบวกจะมีมุมมองต่อปัญหาที่กว้างขึ้น แก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น และมีความยืดหยุ่นทางความคิดในการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง
E – Engagement (ความผูกพันจดจ่อ: ดำดิ่งสู่สภาวะลื่นไหล)
Engagement ในมิตินี้ลึกซึ้งกว่าคำว่า Employee Engagement ทั่วไป เพราะมันเชื่อมโยงกับแนวคิด Flow State ของ Mihaly Csikszentmihalyi ภาวะลื่นไหลคือสภาวะที่บุคคลจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าอย่างเต็มที่ ลืมเวลา และใช้ศักยภาพของตนเองอย่างสูงสุด
ภาวะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อระดับความท้าทายของงาน สอดประสานพอดีกับ ระดับทักษะและจุดแข็งของบุคคล หากงานยากเกินไปจะเกิดความวิตกกังวล หากง่ายเกินไปจะเกิดความเบื่อหน่าย องค์กรที่เข้าใจมิตินี้จะช่วยให้พนักงานได้ทำ Job Crafting หรือปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้ตรงกับจุดแข็งเด่น (Signature Strengths) ของตน ส่งผลให้งานที่ทำกลายเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานไม่ใช่การสูบพลัง
R – Relationships (สัมพันธภาพเชิงบวก: เกราะกำบังวิกฤตและความปลอดภัยทางใจ)
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ถูกหล่อหลอมด้วยวิวัฒนาการให้ต้องการความผูกพันและความปลอดภัยร่วมกับผู้อื่น งานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ความรู้สึกโดดเดี่ยวหรือถูกกีดกันในที่ทำงานส่งสัญญาณกระตุ้นสมองส่วนเดียวกับความเจ็บปวดทางกายภาพ
สัมพันธภาพเชิงบวกในองค์กรจึงไม่ใช่แค่การมีเพื่อนคุยเล่น แต่คือการสร้าง ความปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety) ที่พนักงานกล้าเสนอไอเดีย กล้าตั้งคำถาม และกล้าผิดพลาดโดยไม่ต้องกลัวการถูกตำหนิหรือลงโทษ นอกจากนี้ การมีปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณภาพสูง (High-Quality Connections) ผ่านการรับฟังและการแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของเพื่อนร่วมงานอย่างจริงใจ จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือข้ามสายงานและการทำงานเป็นทีมที่ไร้รอยต่อ
M – Meaning (ความหมายในชีวิต: สะพานเชื่อมงานเข้ากับคุณค่าที่ยิ่งใหญ่)
วิกฤตความเบื่อหน่ายของคนทำงานยุคปัจจุบันมักเกิดจากการไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำทุกวันนั้นมีความหมายต่อใคร Friedrich Nietzsche เคยกล่าวไว้ว่า “ผู้ที่มีเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ จะสามารถอดทนต่อวิธีการได้เกือบทุกรูปแบบ”
ในมิติของงาน Meaning คือการที่พนักงานตระหนักรู้ว่าผลงานของตนเองส่งผลกระทบเชิงบวกต่อลูกค้า ต่อเพื่อนร่วมงาน หรือต่อสังคมอย่างไร องค์กรที่มีวัฒนธรรมแข็งแกร่งจะไม่ได้สื่อสารเพียงแค่เป้าหมายด้านตัวเลขหรือผลกำไร แต่จะเชื่อมโยงงานประจำวันเข้ากับพันธกิจและคุณค่า (Purpose-driven Organization) ทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เป็นเพียงฟันเฟืองในระบบ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่า
A – Accomplishment (ความสำเร็จ: หล่อเลี้ยงพลังแห่งความก้าวหน้า)
ความสำเร็จในจิตวิทยาเชิงบวกไม่ได้ผูกขาดอยู่เพียงเป้าหมายปลายปีที่ยิ่งใหญ่ แต่ครอบคลุมถึง ชัยชนะเล็กๆ ในแต่ละวัน (Small Wins) การได้เห็นความก้าวหน้าและการเชี่ยวชาญในทักษะใหม่ๆ
ตามทฤษฎีแรงจูงใจภายใน (Self-Determination Theory) ความรู้สึกมีสมรรถนะ (Competence) เป็นความต้องการพื้นฐานทางจิตใจของมนุษย์ การตั้งเป้าหมายที่วัดผลได้และมีความเป็นไปได้ การให้ข้อเสนอแนะเชิงบวกอย่างเจาะจง และการฉลองความสำเร็จระหว่างทาง จะช่วยกระตุ้นการหลั่งสารโดพามีนในสมอง เสริมสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง (Self-Efficacy) และสร้างแรงขับเคลื่อนให้พนักงานพร้อมรับมือกับโจทย์ที่ยากขึ้นอย่างมั่นใจ
H – Health & Vitality (สุขภาวะทางกายและพลังชีวิต: ฐานรากที่ขาดไม่ได้)
ในการพัฒนาระยะหลัง นักจิตวิทยาเชิงบวกพบว่า สุขภาวะทางจิตใจไม่สามารถแยกขาดจากสรีรวิทยาได้ จึงมีการเพิ่มตัว H (Health/Vitality) เข้ามาเป็นรากฐาน
พลังสมองและการควบคุมอารมณ์ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการนอนหลับ โภชนาการ การเคลื่อนไหวร่างกาย และการฟื้นฟูพลังงาน การทำงานหนักโดยละเลยสุขภาพทางกายจะนำไปสู่ภาวะล้าทางสรีระ ซึ่งทำลายกระบวนการคิดเชิงบวกและความยืดหยุ่นทางใจจนหมดสิ้น องค์กรยุคใหม่จึงต้องส่งเสริมการบริหารพลังงาน (Energy Management) และการเคารพเวลาพักผ่อน เพื่อให้พนักงานมีทุนสำรองทางร่างกายที่พร้อมสำหรับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
การนำ PERMA-H ไปใช้จริงในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กร
การนำโมเดลนี้มาใช้ไม่ใช่การจัดกิจกรรมแยกส่วน แต่เป็นการสอดแทรกเข้าไปในทุกมิติของวงจรชีวิตพนักงาน (Employee Lifecycle):
- ระดับผู้นำ: ฝึกอบรมผู้นำให้มีทักษะ Positive Leadership นำด้วยการตั้งคำถามเชิงบวก (Appreciative Inquiry) ชี้จุดแข็งแทนการจับผิด และสร้างบรรยากาศที่เปิดรับความเห็นต่าง
- ระดับการบริหารผลงาน: ออกแบบระบบฟีดแบ็กที่เน้นการเติบโต (Growth Mindset) และการยอมรับชื่นชมร่วมกัน (Peer-to-Peer Recognition) เพื่อส่งเสริมมิติ Relationships และ Accomplishment
- ระดับการออกแบบงาน: สนับสนุนการทำ Job Crafting เปิดทางให้พนักงานมีอิสระในการจัดสรรวิธีการทำงาน เพื่อเสริมสร้างมิติ Engagement และ Meaning
สู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้: หลักสูตรพัฒนาจิตวิทยาเชิงบวกในองค์กร
เพราะความสุขไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการฝึกฝนและวางระบบอย่างถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยหลักสูตร Flourishing Workplace: Transforming Culture and Performance through PERMA-H ได้รับการออกแบบขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนทฤษฎีจิตวิทยาเชิงบวกอันลึกซึ้ง ให้กลายเป็นชุดเครื่องมือและแนวปฏิบัติที่นำไปใช้ได้ทันทีในการทำงานจริง ผ่านกระบวนการเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติการ การประเมินจุดแข็งเฉพาะบุคคล และการวางแผนพัฒนาระบบนิเวศในทีม
การลงทุนในจิตวิทยาเชิงบวกไม่ใช่สวัสดิการทางเลือก แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญที่สุดในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน มาร่วมกันปลดล็อกศักยภาพ พัฒนาความผาสุก และเปลี่ยนพลังใจของบุคลากรให้กลายเป็นพลังแห่งความสำเร็จขององค์กรไปด้วยกัน
ดูรายละเอียดหลักสูตร Flourishing Workplace: Transforming Culture and Performance through PERMA-H
สอบถามรายละเอียดหลักสูตรได้ที่ humangothailand@gmail.com